Tools
Register Login

You are here: Home » บทความ » 8. คำถามยอดนิยมเกี่ยวกับเขื่อน (6/11/2557)
Tuesday, 22 May 2018

8. คำถามยอดนิยมเกี่ยวกับเขื่อน (6/11/2557)

E-mail Print

ดร.ยิ่งปลิว ศุภกิตติวงศ์

บริษัท วายพี คอนซัลแตนท์ จำกัด

 

คำถาม    ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเขื่อนหรือไม่

คำตอบ   (1) จำเป็น หากพิจารณาธรรมชาติของฝนในบ้านเราซึ่งไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งปี ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน มีฝนในช่วงฤดูฝน 6 เดือน ประมาณ 80% ของฝนทั้งปี ช่วงเวลาที่เหลืออีก 6 เดือน เรามีฝนเพียง 20% สำหรับภาคใต้ มีช่วงฤดูฝน 7-8 เดือน มีฝนประมาณ 85-90% ของฝนทั้งปี ช่วงที่เหลือ 3-5 เดือน มีฝนเพียง 10-15% ดังนั้น เราต้องมีเขื่อนเพื่อรองรับน้ำส่วนเกินในฤดูฝน เพื่อบรรเทาอุทกภัย และเพื่อเป็นน้ำสำรองในช่วงฝนทิ้งช่วงและฤดูแล้ง

           (2) จำเป็น เนื่องจากประเทศเราเป็นประเทศกสิกรรม การเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่ใช้น้ำมากที่สุด ประมาณ 70%ของความต้องการใช้น้ำทั้งหมด เขื่อนจะเป็นเครื่องมือในการบริหารน้ำที่ธรรมชาติให้มาอย่างสะเปะสะปะให้สอตคล้องกับความต้องการใช้น้ำของพืชในช่วงเดือนต่างๆ

           (3) ไม่จำเป็นหรือจำเป็นน้อยมาก ถ้าประเทศเราเปลี่ยนจากภาคการเกษตรเป็นภาคการให้บริการหรือเป็นศูนย์กลางทางด้านการเงิน และซื้อน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง เป็นต้น ในกรณีนี้ น้ำจะมีราคาแพงและทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้

           (4) ในเมื่อเราเปลี่ยนธรรมชาติไม่ได้ และยังต้องเป็นประเทศกสิกรรม เขื่อนจึงเป็นเครื่องมือที่จำเป็น แต่ก็ควรทำเท่าที่จำเป็นสำหรับแก้ไขปัญหาน้ำในยุคของเรา เพราะการทำเขื่อนเราต้องจ่ายแพงกับสิ่งแวดล้อมที่เสียไป ไม่ควรคิดเผื่อหรือทำเผื่อคนในยุคหน้า เพราะเขาอาจมีเทคโนโลยีที่ดีจนไม่ต้องใช้เขื่อนเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาน้ำก็ได้

คำถาม    ถ้าจำเป็นต้องมีเขื่อน ขอเป็นเขื่อนขนาดเล็กหลายๆ เขื่อน ดีไหม

คำตอบ   (1) ให้ลองนึกภาพแทงค์น้ำขนาด 1 ลบ.ม. (กว้าง 1 ม. ยาว 1 ม. สูง 1 ม.) ต้องใช้พื้นที่ 1 ตร.ม. กับขันน้ำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 19 ซม. สูง 6.5 ซม. (วัดจากขันน้ำในบ้าน) ขัน 1 ใบ ใส่น้ำได้ 0.002 ลบ.ม. และต้องใช้พื้นที่ 0.03 ตร.ม. ในการวางขัน ดังนั้น ถ้าต้องการเก็บน้ำให้ได้ 1 ลบ.ม. ต้องใช้ขัน 500 ใบ และต้องใช้พื้นที่ 15 ตร.ม. มากกว่าแทงค์น้ำ 15 เท่า โดยปกติ ที่ความจุน้ำเท่ากัน เขื่อนใหญ่จะใช้พื้นที่น้อยกว่า (สภาพภูมิประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ) ผลกระทบก็น่าจะน้อยกว่า แต่ก็ไม่เสมอไป เนื่องจากเขื่อนขนาดเล็กแต่ละแห่งอาจไม่ทำให้เกิดผลกระทบใดๆ เลยก็ได้เพราะใช้พื้นที่น้อยมาก การเอาพื้นที่มารวมกันอาจทำให้ภาพบิดเบี้ยวได้ จึงควรพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

           (2) เขื่อนต้องมีขนาดใหญ่กว่าค่าเฉลี่ยของน้ำที่ไหลเข้าเขื่อน เพื่อใช้ที่ว่างในเขื่อนนั้นในการบริหารจัดการน้ำ โดยเก็บน้ำในฤดูฝนเพื่อสำรองน้ำสำหรับฤดูแล้ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำท่วม เขื่อนขนาดเล็กไม่สามารถทำได้เหมือนกับการใช้ขันน้ำในการรองรับฝนห่าใหญ่ ได้เพียงแต่เก็บน้ำไว้หน้าเขื่อน ถ้าปีไหนแล้ง เขื่อนก็ไม่มีน้ำ ไม่มีความยั่งยืนในการบริหารจัดการน้ำ

คำถาม    เขื่อนป้องกันน้ำท่วมได้ไหม

คำตอบ   เขื่อนเป็นหนึ่งในหลายๆ มาตรการในการบรรเทาหรือป้องกันน้ำท่วม แต่ต้องเป็นเขื่อนขนาดใหญ่จึงจะมีประสิทธิผล ยกตัวอย่างเขื่อนภูมิพล ในช่วงมหาอุทกภัย 2554 ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม มีน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลประมาณ 8,338 ล้าน ลบ.ม. เก็บไว้ในเขื่อน 4,946 ล้าน ลบ.ม. ปล่อยลงท้ายน้ำ 3,392 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งหากเปรียบเทียบกับปริมาตรน้ำท่วมขังในลุ่มน้ำเจ้าพระยาแล้ว ซึ่งมีประมาณ 50,000 ล้าน ลบ.ม. หรือเพียงประมาณ 10% เท่านั้น อาจมองว่าช่วยได้เพียงเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้ว เขื่อนภูมิพลได้ลดอัตราไหลของน้ำ หรือลดความแรงของน้ำได้ค่อนข้างมาก โดยในวันที่ 4 สิงหาคม 2554 น้ำไหลเข้าเขื่อน 2,465 ลบ.ม./วินาที ปล่อยลงท้ายน้ำเพียง 238 ลบ.ม./วินาที (ลดลง 90%) และในวันที่ 4 ตุลาคม 2554 น้ำไหลเข้าเขื่อน 3,353 ลบ.ม./วินาที ปล่อยลงท้ายน้ำเพียง 710 ลบ.ม./วินาที (ลดลง 79%) หากเราไม่มีเขื่อนภูมิพล ความเสียหายจากการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจะต้องมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน