Tools
Register Login

You are here: Home » บทความ » 4. เขื่อนศรีนครินทร์ กับความจริงที่สังคมเมิน
Tuesday, 22 May 2018

4. เขื่อนศรีนครินทร์ กับความจริงที่สังคมเมิน

E-mail Print

Article By : ดร.ยิ่งปลิว ศุภกิตติวงศ์
บริษัท วายพี คอนซัลแตนท์ จำกัด

Maeklang_basin               ลุ่มน้ำแม่กลองเป็นลุ่มน้ำบริเวณชายแดนติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 29,612 ตารางกิโลเมตร เป็นลุ่มน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรน้ำมาก มีปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีประมาณ 1,550 มิลลิเมตร ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นลุ่มน้ำเดียวเท่านั้นของประเทศซึ่งมีเขื่อนขนาดใหญ่ 2 เขื่อน ในลุ่มน้ำเดียวกัน คือ เขื่อนศรีนครินทร์ บนแม่น้ำแควใหญ่ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และเขื่อนวชิราลงกรณ์ บนแม่น้ำแควน้อย อำเภอทองผาภูมิจังหวัดกาญจนบุรี โดยเขื่อนทั้งสองเป็นเขื่อนอเนกประสงค์เพื่อผลิตไฟฟ้า บรรเทาอุทกภัย การชลประทาน อุปโภคบริโภค และผลักดันน้ำเค็ม ปริมาณน้ำส่วนใหญ่จากเขื่อนทั้งสองจะใช้ผลิตไฟฟ้าและการชลประทานในพื้นที่โครงการแม่กลองใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่การเกษตรประมาณ 4.1 ล้านไร่

             เขื่อนศรีนครินทร์อยู่ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 91 กิโลเมตร ในขณะเขื่อนวชิราลงกรณ์อยู่ห่างประมาณ 250 กิโลเมตร ดังนั้น การจัดการน้ำของเขื่อนทั้งสองหากมีผลกระทบต่ออำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งผลกระทบด้านดีและผลกระทบด้านลบ แล้ว การจัดการน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์จะเห็นชัดเจนกว่า เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมในเขตอำเมืองในวันที่ 16 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากเขื่อนศรีนครินทร์ปล่อยน้ำมากกว่าปกติเพื่อผลิตไฟฟ้า


                เขื่อนศรีนครินทร์เป็นเขื่อนประเภทหินถมแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ สูง 140 เมตร สันเขื่อนยาว 610 เมตร กว้าง 15 เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 419 ตารางกิโลเมตร สามารถจุน้ำได้มากถึง 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีความจุมากที่สุดของประเทศ (เขื่อนภูมิพล มีความจุประมาณ 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร) ระดับเก็บกัก 180 ม.รทก.และมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเฉลี่ยรายปีประมาณ 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 5 เครื่อง เครื่องที่ 1-3 มีกำลังผลิตเครื่องละ 120,000 กิโลวัตต์ เครื่องที่ 4-5 เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบบสูบกลับ มีกำลังผลิตเครื่องละ 180,000 กิโลวัตต์ รวมมีกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 720,000 กิโลวัตต์

             ในหลักการของการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ จะผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามาก โดยในช่วงวันทำงานจะมี 3 ช่วงเวลา คือ ช่วง 9:00 -12:00 น. 13:00-15:00 น. และ 19:00-21:00 น.โดยปกติในช่วงบ่ายจะเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม หากอ่างเก็บน้ำมีน้ำมาก ก็จะมีการผลิตไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อให้มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะปล่อยให้น้ำเต็มอ่างเก็บน้ำและไหลล้นผ่านอาคารระบายน้ำล้นโดยไม่เกิดประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้า

             จากแผนการบำรุงรักษาและปัญหาที่เกิดขึ้นกับแหล่งวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าในช่วงวันที่ 13-15 สิงหาคม 2552 ทำให้แหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบงกชในอ่าวไทย ลดการผลิตลง 650 ล้านลูกบาศก์ฟุต และแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติยาดานาในประเทศสหภาพพม่าลดลง 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุต ทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต้องพึ่งไฟฟ้าจากพลังน้ำเพิ่มมากขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงต้องปล่อยน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์มากขึ้น เกิดน้ำท่วมขังในบริเวณพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ประจวบกับการเกิดแผ่นดินไหวในภูมิภาคข้างเคียง ทำให้สังคมโจษจันว่า เขื่อนระบายน้ำผ่านอาคารระบายน้ำล้นเพื่อป้องกันเขื่อนพัง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นคนละเรื่องเดียวกัน และสะท้อนให้เห็นว่า สังคมไทยเป็นสังคมไม่ฟังเหตุฟังผล ชอบให้ความคิดเห็นโดยปราศจากเหตุผลหรือข้อมูลรองรับ

             ในช่วงที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้รับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตน้อยลงนั้น เขื่อนศรีนครินทร์ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น-จริง ผลิตนานขึ้น-จริง ปล่อยน้ำมากกว่าปกติที่เคยดำเนินการ-จริง แต่เป็นการปล่อยน้ำผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไม่ใช่ระบายน้ำผ่านอาคารระบายน้ำล้นเพื่อป้องกันเขื่อนพัง

Outflow_SNR             เขื่อนศรีนครินทร์ปล่อยน้ำลงท้ายน้ำในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เคยดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2552 โดยปล่อยน้ำมากเป็นระยะเวลาต่อเนื่องทั้งวัน จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2552 โดยปริมาณน้ำที่วัดได้ที่อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี มีอัตราในช่วง 245-755 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยอัตราสูงสุดที่วัดได้นั้น ยังต่ำกว่าค่าวิกฤติ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งกรมชลประทานกำหนดเป็นเกณฑ์ในการเตือนอุทกภัย ดังนั้น เหตุการณ์น้ำท่วมขังที่เกิดขึ้น จึงควรมีการตรวจสอบความสามารถในการระบายน้ำของแม่น้ำ และการบุกรุกพื้นที่แม่น้ำจากชุมชนต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นมาอีกในอนาคต ทั้งนี้ การปล่อยน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเป็นปริมาณมากในสถานการณ์วิกฤติที่ประเทศติดขัดแหล่งเชื้อเพลิงอย่างกระทันหันนั้น เป็นทางเลือกเดียวที่จะดำเนินการได้เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศเสียหาย เพราะการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เป็นการผลิตแบบ “ เปิดปุ๊บ ติดปั๊บ ” ในขณะที่โรงไฟฟ้าทางเลือกอื่นๆ ต้องใช้เวลาเพื่อให้เครื่องจักรทำงานได้เต็มที่

              ตั้งแต่เดือนเมษายน-19 สิงหาคม 2552 มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์แล้วประมาณ 2,077 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปฏิทินปีน้ำนับข้ามปีตั้งแต่เดือนเมษายน-มีนาคม) ซึ่งเป็นปริมาณที่ค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับปีเฉลี่ยในช่วงระยะเเวลาเดียวกัน ซึ่งมีปริมาณเพียง 1,400 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ก็ไม่ควรเป็นสาเหตุให้กังวลว่าเขื่อนจะแตกจนต้องระบายน้ำออกจากเขื่อนเพื่อความปลอดภัยของเขื่อน อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์มีความจุประมาณ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นความจุเกือบ 4 เท่า ของปริมาณน้ำเฉลี่ยที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ดังนั้น โอกาสที่น้ำจะเต็มอ่างเก็บน้ำนั้นจึงค่อนข้างน้อย แต่การออกแบบเขื่อนได้พิจารณาครอบคลุมในกรณีน้ำเต็มอ่างเก็บน้ำด้วย ดังนั้น ความแข็งแรงของเขื่อนศรีนครินทร์จึงพูดได้ว่า “เหลือเฟือ” เมื่อเปรียบเทียบกับเขื่อนใหญ่อื่นๆ ของประเทศ ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2552 อ่างเก็บน้ำมีความจุ 14,674 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 82.7% ของความจุอ่างเก็บน้ำ ดังนั้น อ่างเก็บน้ำยังคงสามารถรับน้ำได้อีก 3,071 ล้านลูกบาศก์เมตร ในช่วงเวลาที่เหลือของปี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยังสามารถรับน้ำได้มากกว่าตัวเลขที่กล่าวไว้ เพราะในแต่ละวันนั้น จะต้องมีการปล่อยน้ำเพื่อตอบสนองความต้องการใช้น้ำต่างๆ
 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถสรุปข้อเท็จจริงสำหรับเขื่อนศรีนครินทร์ได้ดังนี้

  1. ในกรณีที่ประเทศเกิดวิกฤติแหล่งเชื้อเพลิงอย่างกระทันหัน การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำโดยการปล่อยน้ำมากกว่าปกติ เช่น กรณีของเขื่อนศรีนครินทร์นั้น ยังมีความจำเป็น เพื่อป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ
  2. ควรมีการตรวจสอบความจุของแม่น้ำและการบุกรุกพื้นที่แม่น้ำของชุมชนต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมชุมชนในกรณีที่ต้องมีการปล่อยน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาวิกฤติด้านพลังงานของประเทศ
  3. การออกแบบเขื่อนได้ครอบคลุมกรณีของน้ำเต็มอ่างเก็บน้ำ แต่ความจุอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์มีขนาดใหญ่ประมาณ 4 เท่า ของปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ดังนั้นโอกาสที่น้ำจะเต็มอ่างเก็บน้ำจึงค่อนข้างน้อย เขื่อนจึงมีความมั่นคงในระดับสูงมาก ด้วยเหตุนี้ สังคมจึงไม่ควรตื่นตระหนกต่อข่าวเขื่อนแตก แต่ควรติดตามข่าวจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ

{iarelatednews articleid="89,87,88"}